21 ธันวาคม 2557

สัมมนานวัตกรรมและการผลิตที่ยั่งยืนในการทำนาเกษตรอินทรีย์




เมื่อวันที่ 8-9 ธันวาคม 2557 ที่ผ่านมาสหกรณ์เกษตรอินทรีย์กองทุนข้าวสุรินทร์ และ เครือข่ายชาวนารวมทั้งองค์กรส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ ทั้งในระดับประเทศไทยและองค์กรต่างประเทศให้จัดให้มีงานสัมมนาวัตกรรมและการผลิตที่ยั่งยืน ในการทำนาเกษตรอินทรีย์ ขึ้น ณ.มูลนิธิชุมชนเกษตรนิเวศน์ (จังหวัดสุรินทร์) โดยการสนับสนุนจากองค์กรพัฒนาเอกชนระหว่างประเทศ ที่ชื้อว่า Helvetas Swiss Intercooperation และ Swiss COOP หรือสหกรณ์สวิสผู้ที่ทำงานรณรงค์ไปทั่วยุโรปว่า “ข้าวเป็น จิตวิญญาณของเอเชีย” (Spirit of Asia) องค์กรดังกล่าวคือผู้ที่สนับสนุนงานเกษตรอินทรีย์ในอินเดียและไทย สนับสนุนเกษตรกรที่ปลูกข้าวบาสมาติ และข้าวหอมมะลิ มีเกษตรกรเข้าร่วมกว่า 2,500 ครอบครัว เกิดผลผลิตข้าวอินทรีย์กว่า 4,000 ตัน โครงการดังกล่าวมองเรื่องความยั่งยืนและระบบการค้าที่เป็นธรรม มีเป้าหมายสำคัญคือ พัฒนารายได้ของเกษตรกรและความเป็นอยู่ให้ดีขึ้น, การบริหารจัดการสหกรณ์และพัฒนาศักยภาพเกษตรกรเช่น เกษตรกรปลดหนี้ได้, เน้นการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดให้เกิดความยั่งยืน, เพิ่มความหลากหลายของระบบนิเวศน์ในพื้นที่, ลดคาบอนไดออกไซด์ในกระบวนการเพาะปลูก, แบ่งปันข้อมูลและประสบการณ์ระหว่างกัน เป็นต้น



งานสัมมนาวัตกรรมและการผลิตที่ยั่งยืนในการทำนาเกษตรอินทรีย์ ในครั้งนี้ ผู้เข้าร่วมมีโอกาสได้ลงพื้นที่ศึกษาดูงานกลุ่มเกษตรอินทรีย์ในสองพื้นที่ คือตำบลสำโรง อำเภอเมือง และ ตำบลทมออำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์ ตลอดจนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้นวัตกรรมเกษตรอินทรีย์ 4 ประเด็น
ประเด็นที่หนึ่ง   : การปลูกข้าวต้นเดียว (SRI)  
          ประเด็นที่สอง   : เครื่องหยอดเมล็ด (Drum Seeder)
          ประเด็นที่สาม   : แนวคิดกระบวนการการจัดการน้ำอย่างยั่งยืน
          ประเด็นที่สี่      : การจัดการคุณภาพข้าว หลังการเก็บเกี่ยว เพิ่มมูลค่าแก่เกษตรกรได้




วันสุดท้ายของงานสัมมนา มีการวิเคราะห์สถานการณ์ทางนโยบายการเกษตรของไทยโดยเฉพาะเรื่องการผลักดันการทดลองจีเอ็มโอในแปลงเปิดซึ่งจะมีผลกระทบต่อภาคเกษตรอินทรีย์อย่างชัดเจนและสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งนับได้ว่าเป็นภัยคุกคามต่อภาคเกษตรกรรมเป็นอันมาก อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้นส่งผลกระทบกับสัตว์ สิ่งมีชีวิต เช่น จำนวนวันที่อากาศเย็นจะลดลงเรื่อยๆตรงข้ามกับจำนวนวันที่อากาศร้อนจะเพิ่มสูงขึ้น และแปรปรวนมากขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลก เราจะพบเห็นพื้นที่ใกล้เคียงกันแต่สภาพอุณหภูมิต่างกัน ฝนต่างกัน ร้อนหนาวต่างกัน นี่คือความแปรปรวน ทำให้เกิดผลกระทบในภาคเกษตร เช่น ปลูกมันฝรั่งยากขึ้นในภาคเหนือ เพราะเจออากาศร้อน มันเหี่ยวไม่ให้หัว,ลิ้นจี่ ในไทยแทบไม่ติดผลเพราะอากาศร้อนขึ้น แต่บางพืชให้ผลมากขึ้นเพราะร้อน เช่น มะขาม ,หมากค้อ, ลองกองเป็นลูกกระปริดกระปรอย นำมาซึ่งความเสื่อมโทรมของพืชนั้นๆ ส่วนข้าวนั้นถ้าอุณหภูมิสูงเกิน 32 ช่วงข้าวออกดอกต่อเนื่องเป็น 10 วัน (ข้าวส่วนใหญ่จะผสมตัวเองเป็นหลักโดยลม) มีความเป็นไปได้ว่าเกสรตัวผู้จะถูกทำลายและผสมไม่ติด เป็นต้น  

นอกจากนี้ในช่วงท้ายสุดของงานสัมมนาเกษตรกรและองค์กรภาคีสนับสนุนเกษตรอินทรีย์ ได้ร่วมกันกำหนดแนวทางในการปรับตัวสู่อนาคต เพื่อรับมือกับสถานการณ์วิกฤติตลอดจนปรับตัวให้สามารถทำการผลิตในระบบเกษตรกรรมที่มีความยั่งยืนและแก้ปัญหาพื้นฐานของตนเองและเกษตรกรรายย่อยให้ได้อย่างแท่จริง ต่อไป    




ในนามสหกรณ์เกษตรอินทรีย์กองทุนข้าวสุรินทร์ ที่เป็นเจ้าภาพการจัดการสัมมนาในครั้งนี้
ขอขอบคุณผู้เข้าร่วมสัมมนาและองค์กรที่สนับสนุน ทั้ง COOP swiss, RMB, Helvetas, Rice Land Food, Grace bio, TOFTA, EFFU, PFA มหาวิทยาลัยอุบลอุบลราชธานี, มูลนิธิชุมชนเกษตรนิเวศน์ และ ตัวแทนผู้ซื้อจากอิตาลี เนเธอร์แลนด์ และทุกท่านทุกองค์กรไว้ ณ ที่นี้